การดูแลสุนัขตั้งครรภ์


การวินิจฉัยสุนัขตั้งครรภ์
การวินิจฉัยครรภ์สุนัขสามารถทำได้หลายวิธี การคลำ อัลตราซาวด์ หรือภาพถ่ายรังสี การคลำสามารถตรวจ ได้ตั้งแต่วันที่ 21 ถึง 28 ของการตั้งท้อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นกล้ามเนื้อ หรือความอ้วน ของแม่สุนัขด้วย การอัลตราซาวด์ สามารถพบลักษณะถุงน้ำของตัวอ่อนได้ตั้งแต่วันที่ 17 ของการตั้งครรภ์ แต่จะเห็นได้ ชัดเจนขึ้นประมาณวันที่ 25 ถึง 30 ซึ่งช่วงนี้จะเริ่มพบการเต้นของหัวใจของ ลูกสุนัขได้ เพียงแต่ความ ถูกต้องแม่นยำของการนับจำนวนของตัวอ่อน จะไม่ดีเท่าที่ควรในช่วงท้ายของการ ตั้งครรภ์วันที่ 50 ขึ้นไป สามารถถ่ายภาพรังสี ตรวจเพื่อนับจำนวนลูกสุนัข ได้อย่างถูกต้อง
อาหารในสุนัขตั้งท้อง
ในอายุครรภ์สัปดาห์ที่สาม สุนัขอาจมีอาการแพ้ท้องได้เช่นกัน โดยแสดงอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด และอาจมีภาวะคลื่นเหียน อาเจียน แต่อาการเหล่านี้ควรจะหมดไปภายในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งถ้าไม่ดีขึ้น ควรนำสุนัขไปตรวจกับสัตวแพทย์ แม่สุนัขตั้งครรภ์ไม่มีความจำเป็น ที่ต้องเพิ่มปริมาณอาหาร สารอาหารที่รับมากเกินไป ทำให้สุนัข อ้วนมากขึ้น โดยจะเกิดปัญหาคลอดยากตามมา การเพิ่มปริมาณอาหาร สามารถเพิ่มได้ที่อายุการ ตั้งครรภ์สามสัปดาห์สุดท้าย สัดส่วนที่เหมาะสม คือเพิ่ม 30 ถึง 40 เปอร์เซนต์ จากปริมาณ อาหารปกติ โดยควรเพิ่มในอาหารหมวด โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไฟเบอร์ ทั้งนี้สามารถเบ่งให้ได้เป็น สามถึงสี่มื้อต่อวัน การเสริมอาหาร ประเภทวิตามินต่างๆ และ แร่ธาตุแคลเซียม เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจจะมีผลเสีย เช่น การเสริม แคลเซียม ปริมาณมากๆ ในระหว่างการตั้งครรภ์ จะทำให้สมดุล ของฮอร์โมนที่ควบคุมระดับ แคลเซียม ในเลือดเสียไป โดยจะไปกด ฮอโมนพาราไทรอยด์ และเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะ ไข้น้ำนมหลังการคลอด ได้ง่าย.. ซึ่งสารเสริมอาหารทั้งหลายนั้น ถ้าอาหารสุนัขที่ให้มีคุณภาพดี สิ่งเหล่านี้ล้วนเพียบพร้อมอยู่ในอาหารอยู่แล้ว การเสริม กรดไขมันโอมากา 3 นับว่ามีผลดี คือจะทำให้การเติบโตของสมองเป็นไปได้อย่างมาก ม่านตาเจริญได้อย่างรวดเร็ว
การออกกำลังกาย
การออกกำลังกายของสุนัขตั้งครรภ์ที่เหมาะสมที่สุด คือการจูงเดิน แบบเดินเร็ว ห้ามออกกำลังกายหักโหม ที่สำคัญควรควบคุมสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เกิดความเครียดน้อยที่สุด ถ้าเป็นไปได้ ภายในสามสัปดาห์ สุดท้ายของการตั้งท้อง ควรแยกสุนัข ออกมาจากสุนัขตัวอื่น
การทำวัคซีน
ไม่ควรทำวัคซีนขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัคซีนเชื้อเป็น เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการทำวัคซีน คือช่วงก่อนตั้งครรภ์ หรือก่อนผสม เพื่อที่จะให้ภูมิคุ้มกันของแม่ถ่ายทอดไปสู่ลูก โดยผ่านทางน้ำนม น้ำเหลือง (colostrum) ในวันแรกหลังคลอด
การถ่ายพยาธิและภาวะปรสิต
มีปรสิตที่สามารถถ่ายทอดจากแม่ไปสู่ลูกได้ เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิปากขอ จึงควรมีการถ่ายพยาธิ เพื่อความปลอดภัยของลูกในครรภ์ ควรหลีกเลื่ยงยากำจัดปรสิตภายนอก เช่น กลุ่ม ออร์กาโนฟอสเฟต และ ไพริทรอยด์ เพื่อกำจัด เห็บ หมัด ตัวอ่อนพยาธิหนอนหัวใจ สามารถข้ามรก จากแม่ไปสู่ตัวลูกได้ จึงควรทำการตรวจสอบหาพยาธิหนอนหัวใจ ก่อนการผสม พบว่า การป้องกันพยาธิหนอนหัวใจด้วย ไอเวอร์เมคติน และ มิลบีมัยซิน ออกไซม์ นั้น สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย ต่อลูกในครรภ์


Author by น.สพ.วรวิทย์ อนุวงศ์นุเคราะห์